ไอทีเพื่อการศึกษา (IT for Education)
Module 1: นวัตกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม
รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style)
“หลังจากดูวิดีโอเรื่อง Learning Style แล้วให้ท่านทำแบบทดสอบ รูปแบบ Learning Style ของตัวเองค่ะ”
รูปแบบการเรียนรู้ (Learning Style)
มีการพัฒนาด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เด็กและเยาวชนที่เกิดมายุคนี้ มีความแตกต่างจากเด็กและเยาวชนในยุคก่อนอย่างชัดเจนในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการรับรู้สิ่งต่างๆ รอบตัว ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนจึงต้องคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลเป็นสำคัญ รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถเลือกวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับตนเอง ทั้งนี้เป็นเพราะความสามารถในการรับรู้ เป็นทักษะเฉพาะบุคคล ที่ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพ ระสบการณ์ ดังนั้นผู้สอนจะต้องพิจารณารูปแบบการเรียน (Learning Style) ให้เหมาะสมกับผู้เรียนเป็นสำคัญ
Learning Style คือ รูปแบบการเรียนรู้หรือลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน ที่ผู้เรียนแต่ละคนชอบและปฏิบัติเป็นประจำ ในอันที่จะทำให้เกิดการเรียนรู้หรือการรับรู้ได้ดีที่สุดสำหรับตนเอง ซึ่งผู้เรียนสามารถรับข้อมูลผ่านประสาทสัมผัสการรับรู้ 3 ทาง คือ ทางสายตา (Visual) ทางการฟัง/ได้ยิน (Auditory) และทางร่างกายและความรู้สึก (Kinesthetic)
คุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละรูปแบบการเรียนรู้
คุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละรูปแบบการเรียนรู้
1. ผู้ที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทตา (Visual Learner)
คือผู้เรียนที่ชอบเรียนรู้จากการได้ดู มองเห็นกริยาท่าทางของผู้สอนหรือสื่ออื่นๆ เช่น การอ่านหรือการดูภาพ เป็นต้น โดยกลุ่มผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทตา จะมีคุณลักษณะดังนี้
- เรียนรู้ได้ดีถ้า ใช้สื่อประเภท รูปภาพ แผนภาพ แผนภูมิ แผนที่ แผนผังต่างๆ ภาพวาด การ์ตูน
- มีการใช้ปากกาเน้นข้อความ ขีดเส้นหรือทำสีสันให้ข้อความที่สำคัญๆ ดูโดดเด่นทำให้จำได้ง่าย
- พยายามจดบันทึก จดโน้ตย่อ หรืออ่านเอกสารการสอนของผู้สอน
- วาดภาพหรือเขียนแผนที่ความคิด (Mind Map) ก่อนลงมือเขียนรายงาน
- ใช้สื่อมัลติมีเดีย เช่น วิดีทัศน์ ภาพยนตร์
- อ่านหนังสือ/ทำงานในสถานที่เงียบๆ ช่วยให้มีสมาธิเรียนรู้ได้ดีขึ้น
- อ่านหนังสือที่มีภาพประกอบมากๆ จะช่วยให้จำและเข้าใจได้มากขึ้น
- เรียนรู้จากการสาธิต การแสดงที่มีขึ้นตอนชัดเจน จะทำให้เรียนรู้ด้วยความเข้าใจ
- พยายามสร้างจินตนาการหรือนึกภาพเกี่ยวกับเรื่องที่ต้องการจดจำ
2. ผู้ที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทหู (Auditory Learner)
คือผู้เรียนที่ชอบเรียนรู้จากการได้ฟัง/ได้ยิน เช่น การอธิปราย พูดคุย แลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือการฟังผ่านสื่อต่างๆ เป็นต้น โดยกลุ่มผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทหู จะมีคุณลักษณะดังนี้
- เข้ากลุ่มเพื่อร่วมอภิปราย สนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในกลุ่มบ่อยๆ
- เขียนคำกล่าวรายงานและรายงานหน้าชั้นบ่อยๆ
- ใช้เครื่องบันทึกเสียงการบรรยายดีกว่าการจดโน้ตย่อ
- เวลาอ่านหนังสือให้อ่านออกเสียงเพื่อช่วยในการจำได้มากขึ้น
- หาเทคนิคช่วยจำมากๆ เช่น เขียนคำย่อย หรือวิธีอื่นๆ ที่คิดว่าจะทำให้จำเรื่องนั้นๆ ได้มากขึ้น
- เรื่องที่ต้องการจำให้นำมาแต่งเป็นเพลง
- เล่าเรื่องหรือความคิดของเราให้เพื่อนฟังบ่อยๆ
- เล่าเรื่องหรือบอกให้เพื่อจดบันทึกตามคำบอก
3. ผู้ที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทเกี่ยวกับการสัมผัส (Kinesthetic Learner)
คือผู้เรียนที่ชอบเรียนรู้จากการเคลื่อนไหวร่างกาย เช่นการสัมผัส การทดลอง การลงมือทำ การเขียน แสดงบทบาทสมมติ เป็นต้น โดยกลุ่มผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีผ่านประสาทเกี่ยวกับสัมผัส จะมีคุณลักษณะดังนี้
- หยุดพัก เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เวลาเรียนหรือทำงาน
- ทำงานอื่นๆ หรือเคลื่อนไหวร่างกายไปพร้อมกับการเรียน เช่น การอ่านหนังสือขณะที่ขี่จักรยานบริหารร่างกาย
- พยายามอ่านหนังสือหรือทำงานในสถานที่เดิมหรือเป็นประจำ จะได้มีสมาธิมากขึ้น
- อาจจะเคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วยขณะทำงานหรืออ่านหนังสือ
- ใช้ปากกาเน้นข้อความขีดเขียนทับข้อความที่สำคัญขณะอ่านหนังสือ
- เปิดเพลงเบาๆ ขณะอ่านหนังสือ
- อ่านหนังสือแบบคร่าวๆ (Skim) ก่อนเพื่อทราบแนวคิดของเรื่องก่อนจะลงมืออ่านในรายละเอียด
- ฝึกปฏิบัติงานที่ต้องทำตามคำสั่งอย่างมีขั้นตอน เช่นงานประดิษฐ์ งานช่าง
- ชอบเล่นเกมที่มีสาระและความบันเทิง จะช่วยไม่ให้เบื่อง่ายและจดจำได้ดี
ในปัจจุบันนักการศึกษาบางกลุ่มได้แบ่งรูปแบบการเรียนรู้ออกเป็น 4 ลักษณะ โดยเพิ่มรูปแบบการเรียนรู้สำหรับผู้เรียนที่เรียนรู้ได้ดีผ่านการอ่านและเขียน (Read and Write Learner) ซึ่งหมายถึงผู้เรียนที่ชอบที่จะเรียนรู้และจดจำสิ่งต่างๆ โดยการอ่านและเขียน
รูปแบบการเรียนรู้มีความสำคัญมากทั้งนี้เพราะ
- ช่วยลดเวลาและความพยายามในการศึกษาเนื้อหาและทักษะใดทักษะหนึ่ง
- ทำให้ผู้เรียนทราบถึงวิธีการเรียนรู้ที่ดีที่สุดสำหรับตนเอง
- ทำให้ผู้เรียนเข้าใจถึงลักษณะของสอบที่ผู้เรียนสามารถทำได้ดีและลักษณะข้อสอบที่ต้องใช้เวลาเตรียมการมากขึ้น
ดังนั้น เมื่อเราทราบแล้วว่ารูปแบบการเรียนหรือลีลาการเรียนของผู้เรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกัน ในฐานะของครูผู้สอน การจัดการเรียนการสอนจึงควรคำนึงถึงความหลากหลายของการเลือกใช้สื่อตามไปด้วย เพราะในชั้นเรียนหนึ่งๆ นั้นย่อมมีผู้เรียนที่มีรูปแบบการเรียนที่แตกต่างกัน หรือแม้แต่บางคนก็ไม่ได้มีรูปแบบการเรียนรู้ที่ถนัดเพียงอย่างเดียว ด้วยเหตุนี้จึงเป็นเหตุให้เมื่อผู้สอนจะออกแบบการสอนหรือจัดกิจกรรมการสอน ควรคำนึงถึงการเลือกใช้สื่อ และการจัดกิจกรรมที่หลากหลายตอบสนองต่อรูปแบบการเรียนรู้ของผู้เรียนเสมอ
