สรุปประเด็นสำคัญของท่านอธิการบดี

“ร่วมใจก้าวผ่านวิกฤต
สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน”

ดร.ศักดิ์พงศ์ หอมหวล
ผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนอธิการบดี

สรุปประเด็นสำคัญจากท่านอธิการบดี: ร่วมใจก้าวผ่านวิกฤต สู่ความเข้มแข็งที่ยั่งยืน

      เอกสารฉบับนี้สรุปใจความสำคัญจากคำกล่าวของท่านอธิการบดีในการประชุมบุคลากร ซึ่งจัดขึ้น ณ “ครึ่งทาง” ของวาระการบริหาร 4 ปี โดยท่านเน้นย้ำว่านี่คือช่วงเวลาสำคัญอย่างยิ่งสำหรับการทบทวนและ “ตั้งหลักใหม่” เพื่อกำหนดทิศทางที่มั่นคงสำหรับ 2 ปีข้างหน้า เหตุผลที่ต้องเป็นการพบปะแบบเห็นหน้ากัน ก็เพื่อสร้างการเชื่อมโยงที่แท้จริง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้พูดคุยและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมา ก่อนจะเข้าสู่ประเด็นหลัก ท่านอธิการบดีได้กล่าวขอบคุณบุคลากรทุกคนที่ยังคงทุ่มเททำงานอย่างเต็มที่ แม้จะต้องเผชิญกับสถานการณ์ทางการเงินที่ยากลำบากของสถาบัน

1. สถานการณ์ปัจจุบัน: การวินิจฉัยภาวะ “ป่วยไข้” ทางการเงิน

ในส่วนแรก ท่านอธิการบดีได้วิเคราะห์สถานการณ์ทางการเงินของสถาบันอย่างจริงจังและตรงไปตรงมา เพื่อให้บุคลากรทุกคนเข้าใจและยอมรับสภาพความเป็นจริงร่วมกัน อันเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหา

          1.1. สภาวะการเงินที่แท้จริง
ท่านอธิการบดีได้กล่าวถึงสถานะทางการเงินของสถาบันอย่างชัดเจนว่า:
“เราอยู่ในภาวะของการไม่มีเงิน”
ท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า สถาบันมีสภาพคล่องทางการเงินแบบ “กระท่อนกระแท่น” มาโดยตลอด โดยมีเงินทุนสำหรับใช้จ่ายเฉพาะหน้าเป็นรายภาคเรียนเท่านั้น และเพิ่งได้รับเงินทุนก้อนสำคัญเข้ามาเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมานี้เอง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเปราะบางทางการเงินที่เผชิญอยู่
          1.2. ภาพสะท้อนจาก 3 ยุคสมัย

เพื่อให้เห็นภาพความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะสำหรับบุคลากรที่ร่วมเดินทางกับสถาบันมาอย่างยาวนาน ท่านอธิการบดีได้ฉายภาพสถานะทางการเงินของสถาบันใน 3 ยุคสมัย ดังนี้:

 

ยุค
ภาพรวมสถานะการเงิน
คำอธิบายจากท่านอธิการบดี
ยุคที่ 1
ยุครุ่งเรือง
“เงินเต็มจนล้นกระเป๋า” มีนักศึกษาเป็นหมื่นคนและมีบุคลากรหลายร้อยคน
ยุคที่ 2
ยุคถดถอย
“จากหลักร้อยเหลือเป็นหลักสิบ” สถานะทางการเงินเริ่มลดลงอย่างเห็นได้ชัด
ยุคที่3 (ปัจจุบัน)
ยุคประคับประคอง
“ไม่เหลือสักหลัก” เป็นช่วง 2 ปีที่ผ่านมาของการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าทางการเงิน
         
            1.3. อุปมาสำคัญ: “สถาบันเปรียบเหมือนคนป่วย”     
ท่านอธิการบดีเปรียบเทียบสถานการณ์ทางการเงินของสถาบันว่าเป็นเหมือน “คนป่วย” ที่ต้องได้รับการรักษา แต่ท่านก็ได้ให้ข่าวดีและสร้างความหวังที่สำคัญที่สุดว่า “อาการป่วยนี้มียารักษา” และมีแนวทางการฟื้นฟูที่ชัดเจน ท่านยังได้ให้มุมมองที่สำคัญว่า เหตุผลที่พวกเราทุกคนต้องร่วมมือกันรักษา “อาการป่วย” นี้ให้หายขาด ก็เพื่อปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของพวกเรา ดังที่ท่านกล่าวว่า “ถ้าไม่มีเรื่องสภาพคล่องทางการเงินมาเป็นอุปสรรค พวกเราจะทำงานทางวิชาการเนี่ย สนุกมาก”
       เมื่อเราทราบถึงอาการป่วยและเข้าใจเป้าหมายของการรักษาแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการทำความเข้าใจ “แผนการรักษา” ที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากพวกเราทุกคน

2. แผนการฟื้นฟู: เป้าหมายและแนวทางสู่ความเข้มแข็ง

จากสถานการณ์ปัจจุบัน ท่านอธิการบดีได้นำเสนอแผนการตอบสนองเชิงกลยุทธ์ที่มุ่งสร้างความแข็งแกร่งทางการเงินอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีเป้าหมายและแนวทางที่ชัดเจน

          2.1. เป้าหมายเร่งด่วนที่สุด
เป้าหมายเชิงปริมาณที่สำคัญและเร่งด่วนที่สุดสำหรับภาคเรียนที่ 2/2568 คือ “ต้องช่วยกันเติมนักศึกษาปริญญาตรี” โดยท่านได้ให้เหตุผลอย่างตรงไปตรงมาว่า “ถ้าไม่มีนักศึกษาลงทะเบียน เราก็ไม่มีงบประมาณที่จะดำเนินการ”
          2.2. กลยุทธ์จากฝ่ายบริหาร
เพื่อวางรากฐานให้บุคลากรสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ทีมผู้บริหารได้ริเริ่มกลยุทธ์สนับสนุนในหลายมิติ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงาน:
          • การพัฒนากายภาพ: ปรับปรุงซ่อมแซมถนนหนทางและพื้นที่ต่างๆ ที่ชำรุดทรุดโทรม เพื่อสร้างบรรยากาศและสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น
          • การระดมทุน: แสวงหาแหล่งเงินทุนจากทุกช่องทางที่เป็นไปได้ เช่น เงินกฐิน เงินผ้าป่า หรือแม้กระทั่งการจัดประมูลพระเพื่อนำรายได้มาใช้ในส่วนรวม
       นอกจากความพยายามเหล่านี้แล้ว ยังมีโมเดลความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมเกิดขึ้นแล้วในหลายพื้นที่ ซึ่งเป็นเครื่องพิสูจน์และเป็นแรงบันดาลใจว่า “ยา” ที่เรามีนั้นใช้ได้ผลจริง

3. โมเดลแห่งความสำเร็จ: ต้นแบบที่เป็นจริงจากพื้นที่

ท่านอธิการบดีได้หยิบยกตัวอย่างความสำเร็จจากพื้นที่ต่างๆ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าการสร้างความเข้มแข็งนั้นเกิดขึ้นได้จริงผ่านความทุ่มเทและกลยุทธ์ที่สร้างสรรค์ และนี่คือบทพิสูจน์ที่จับต้องได้ว่าพวกเราทำได้

 
          • ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ผอ. ทินกร):
    ◦ ริเริ่มสร้างศูนย์เรียนรู้หลายแห่ง และกำลังดำเนินการสร้างสำนักงานถาวรของสถาบัน โดย ผอ. ทินกร ได้ออกค่าใช้จ่ายในการเขียนแบบด้วยตนเอง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของความเสียสละและความทุ่มเทอย่างยิ่ง
          • ภาคใต้ (ผอ. ปรีชา):
    ◦ สร้างโมเดลห้องเรียนปริญญาโทที่จังหวัดกระบี่ได้อย่างน่าทึ่ง โดยมีนักศึกษาถึง 23 คนในจุดเดียว
    ◦ กลุ่มนักศึกษานี้ประกอบด้วยตัว สส. เอง, ทีมงานหลักที่เป็นเหมือน “หัวคะแนน” คนสำคัญ, และภรรยาของ สส. ซึ่งมาเรียนด้วยกัน โมเดลนี้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ในการสร้างความมั่นคงทางการเงินผ่าน “การจ่ายค่าเทอมเป็นกลุ่ม”

4. หัวใจสำคัญ: “ความร่วมมือ” คือยารักษาที่ดีที่สุด

สาระสำคัญที่สุดที่ท่านอธิการบดีต้องการสื่อสารถึงบุคลากรทุกคน คือพลังของความร่วมมือที่จะนำพาสถาบันให้ก้าวผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปได้     

          4.1 บทบาทของ “คนป่วย” ที่ต้องช่วย “หมอ”
ท่านอธิการบดีได้ขยายความอุปมาเรื่อง “คนป่วย” ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเปรียบทีมผู้บริหารเป็น “แพทย์” ที่วางแผนการรักษาและจัดหายา แต่การจะหายดีได้นั้นขึ้นอยู่กับ “คนป่วย” ซึ่งก็คือพวกเราทุกคน ที่ต้องลุกขึ้นมา “ออกกำลังกาย” อย่างแข็งขัน ซึ่งหมายถึงการร่วมมือกันหาทางเพิ่มจำนวนนักศึกษา อันเป็นแหล่งรายได้หลักที่จะทำให้ร่างกายของสถาบันกลับมาแข็งแรง
          4.2 เป้าหมายของการประชุม 3 วันนี้
การประชุมเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จึงมีเป้าหมายที่ชัดเจน 3 ประการ เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง:
                1. เปิดใจคุยกัน: แก้ไขปัญหาที่ค้างคาใจ โดยเฉพาะประเด็นการเงินที่ทุกคนต้องสื่อสารกันอย่างโปร่งใส “ไม่ต้องกั๊กข้อมูล”
                2. สร้างข้อตกลงร่วมกัน (Finding a ‘Win-Win’): สร้างความเข้าใจที่ตรงกันระหว่างฝ่ายบริหารและบุคลากร เพื่อให้เกิดข้อตกลงที่ปฏิบัติได้ทั้งสองฝ่าย เช่น หากบุคลากรต้องการให้จ่ายเงินเดือนตรงเวลา ฝ่ายบริหารก็จะชี้แจงว่าต้องอาศัยความร่วมมือในภารกิจใดบ้างเพื่อให้เกิดขึ้นได้จริง เมื่อความต้องการและความเป็นจริงมาบรรจบกัน ปัญหาจึงจะคลี่คลาย
               3. สร้างแผนปฏิบัติการ: ร่วมกันจัดทำแผนงานและกิจกรรมที่ชัดเจน เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนสถาบันไปข้างหน้าอย่างเป็นรูปธรรมและมีพลัง

บทสรุป: เราจะแข็งแรงขึ้นไปด้วยกัน

ท่านอธิการบดีได้กล่าวปิดท้ายเพื่อเป็นพลังและเป็นพันธสัญญาร่วมกัน ด้วยคำกล่าวที่หนักแน่นว่า:

    “ต่อจากนี้ เราต้องหายป่วย เราต้องเข้มแข็ง”
ท่านได้ย้ำเตือนถึงคุณค่าและความสำคัญของ “สถาบันเรียนรู้เพื่อปวงชน” ในฐานะเครื่องมือในการพัฒนาคนของสังคมไทย ซึ่งเป็นภารกิจที่พวกเราทุกคนภาคภูมิใจ ท่านแสดงความเชื่อมั่นว่าด้วยพลังความร่วมมือของทุกคน สถาบันจะสามารถฟันฝ่าอุปสรรคและกลับมาเดินหน้าอย่างแข็งแกร่งได้อย่างแน่นอนนับจากปี 2569 เป็นต้นไป